ใช้เงินสดร่วมๆ 4 แสนบาทสำหรับการปรับเพื่อให้เครื่องยนต์สามารถใช้พลังงานทดแทนเอ็นจีวีได้
คือ ปัญหาหนึ่งของผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่ง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจุดอ่อนของธุรกิจบรรทุก
ขนส่งบ้านเราคือ "สงครามราคา" ที่แข่งขันกันจนแทบจะไม่มีอะไรเหลือ โดยเฉพาะผู้บรรทุกขนส่งรายเล็กๆ
ที่รับช่วงจ้างหรือการรับงานที่รถต้องจอดรองานนานมากๆ รถเสียเวลาหลายชั่วโมงในรอบ 24 ชั่วโมงล้อวิ่ง
น้อยกว่า 3 ในสี่ของเวลาทั้งวันหรือล้อหยุดนิ่งๆ ประมาณวันละ 6 ชั่วโมงนั่นเอง "ไม่มีอะไรงานสำหรับราย
เล็ก"
โฉมหน้าผู้ที่จะพออยู่รอดคือผู้ประกอบการบรรทุกขนส่งรายใหญ่ที่ได้งานจากบริษัทแม่โดยตรง
เพราะราคาค่าบรรทุกขนส่งถูกบวกไว้ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางแล้ว โอกาสที่จะอยู่รอดหรือจะลงทุนเอารถ
ไปดัดแปลงเพื่อใช้พลังงานทดแทนก็มีมากกว่ารายเล็กๆ โจทย์ที่เรากำลังเห็นในตลาดขณะนี้คือมีรถเพียงบาง
ส่วนของบริษัทที่มีรถบรรทุกร่วม 100 คันแต่ไมีติดตั้ง NGV ครบทั้งหมด เป็นโจทย์ที่น่าขบคิดอย่างมากตั้งแต่
กระแสพลังงานทดแทนเข้ามามีบทบาทในแวดวงบรรทุกขนส่ง ปัจจุบันความไม่สมดุลกำลังเกิดขึ้นกับวงการ
บรรทุกขนส่งเพราะเมื่อนำรถไปปรับเปลี่ยนเพื่อติดตั้งระบบ รถบางคันไม่สามารถใช้งานได้ราบรื่น มีปัญหา 2
ซ่อม 3 วันวิ่งงานเมื่อความไม่คงเส้นคงวาเกิดกับการบรรทุกขนส่งนั่นหมายความว่าต้นทุนได้เริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว
ล้อยิ่งหยุดหมุนรายจ่ายยิ่งขยับเพิ่มขึ้น
ท่านผู้ประกอบการอย่าโกรธกับผมนะครับหากจะพูดว่าที่ผ่านมาบางท่านก็ใช่จะมีกำไรอะไรมาก
มาย เพราะราคาและปริมาณงานกับปริมาณรถคือตัวแปรตัวหนึ่ง รถคันหนึ่งเหลือเดือนละไม่ถึง 5 หมื่นบาท
หรือาจจะมีรายได้เพียงเดือนละประมาณไม่เกินแสนสองหมื่นบาทมีบวกลบบ้างนิดหน่อยตามฤดูกาล สินค้าที่
บรรทุกขนส่งทุกวันนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ สินค้าที่บวกมีต้นทุกค่าขนส่งรวมกับสินค้าที่ไม่รวม
ต้นทุนค่าขนส่งเมื่อสินค้าถึงผู้บริโภคยกตัวอย่างเช่น การรับเหมาบรรทุกขนส่งน้ำตาล ข้าว น้ำมัน สินค้าเหล่า
นี้สามารถบวกรวมค่าขนส่งกับราคาขายจะกิโลกรัมละกี่สตางค์ก็บวกตามความจริงแล้วเอามาจ่ายให้กับผู้
บรรทุกขนส่งอย่างการบรรทุกขนส่งน้ำมันบางยี่ห้อมีการปรับราคาน้ำมันให้กับผู้บรรทุกขนส่งโดยใช้ราคา
น้ำมันเฉลี่ยรายเดือน เบิกย้อนหลังให้ในเดือนถัดไป สินค้าบางอย่างก็ไม่สามารถบวกค่าบรรทุกขนส่งเป็น
ลักษณะการเหมาจ่ายต่อเที่ยว อย่างนี้กระอักครับ

