ผู้ประกอบการบรรทุกขนส่งที่มีต้นทุนสายป่านยาวย่อมมีความพร้อมสำหรับการจะรับมือกับทุก
สภาพการณ์ที่เกิดขึ้น กล้าตัดสินใจลงทุกเพราะมีฐานลูกค้าที่แน่นอนกว่า แม้จะกู้เงินธนาคารมาลงทุนในการ
ปรับเปลี่ยนให้รถยนต์ใช้พลังงานทดแทนได้เขาก็ยอมลงทุนเพราะฐานลูกค้าที่มั่งคงยั่งยืนนั่งเองคือตัวแปร
หรือปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการลงทุนโดยตรง ยังมีผู้ประกอบการอีกกลุ่มหนึ่ง คือหวังน้ำบ่อหน้าหรือได้งาน
กระดูกเสียเวลารอนาน ได้ค่าขนส่งต่ำ เงินออกช้าแบบนี้แย่ครับและหากแถมรายได้ต่อเดือนประมาณเพียง
แสนสองหมื่นบาทก็ลำบากมากครับ บทความในวันนี้จริงแล้วผมกำลังบอกว่าหากท่านผู้ประกอบการบรรทุก
ขนส่งรายได้เข้าข่ายอยู่ในเกณฑ์ที่ผลกล่าวถึง ก็ลองพิจารณาดูนะครับว่าจะสู้หรือจะขายรถหยุดพักกิจการ
ก่อน รอให้ทุกอย่างพร้อมมากกว่านี้ค่อยขึ้นเวทีใหม่หรืออาจจะลดขนาดของธุรกิจลงก็น่าจะพอไหว แต่จะ
อย่างไรก็ตามการมีฐานลูกค้าในระยะยาวเท่านั้นคือสิ่งที่จะตอบว่าควรจะอยู่ต่อหรือหยุดพักก่อนสมมติว่าต้อง
ปรับรถ 10 คัน ให้ใช้พลังงานทดแทนต้องใช้เงินถึง 4 ล้านบาท ในยามที่ต้องรอคิดเข้าเติมเอ็นจีวี ในยามที่
สถานีบริการมีจำกัด การแข่งขันก็สูง ปัจจัยภายนอกไม่แ่่น่นอนการโละรถ 10 คันจะมีเงินอีกหลายล้านบาท
เงินเก็บสะสมไว้กับเงินใหม่ขายรถก็เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายแบบพอเพียงรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว 5
ปีขายหัวละ 5 แสนบาทไม่ขาดทุนหรอกครับ ลองนึกดูหากมีเงินสดๆ อยู่ในมือ 10 ล้าน เอามาลงทุน
ตอนนี้หมดไป 4 ล้าน แต่ถ้าขายรถก็จะได้เพิ่มมาอีก 5 ล้านบาท ดังนั้นจะจอดหรือจะขับต่อก็แล้วแต่
ท่านๆ สำคัญที่สุดต้องไม่ลืมกฎระเบียบของกฎหมายกาจราจร เครียดกับค่าน้ำมันก็ปวดหัวพอแล้ว
อย่าให้มีอุบัติเหตุเกิดตามมาอีกเลย "ผีเอย อย่าซ้ำเลย เพราะแค่นี้ก็ตรงหนักหนา"
