สนพ. คาดในปีนี้ยอดการนำเข้าน้ำมันดิบทะลุ 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 15% เนื่องจากราคา เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่ยอดการใช้เบนซิน 6 เดือนแรก ลดลง 3.6% และน้ำมันดีเซลลดลง 2.2% ส่วน เอ็นจีวียอดใช้กระฉูด เพิ่ม 217.3% และแอลพีจี เพิ่ม 23.6% นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงประมาณการปริมาณการใช้พลังงาน ในช่วงครึ่งปีหลังว่า จะมี อัตราเพิ่มสูงขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มที่จะใช้เพิ่มขึ้น 10.3% เนื่องจากมีแหล่งก๊าซธรรมชาติเข้ามาใหม่ ได้แก่ แหล่งอาทิตย์ และเจดีเอ เข้ามาตั้งแต่ต้นปี 2551 ส่วนการใช้น้ำมัน มีอัตราชะลอตัวลง 10% ลดจากครึ่งปีแรก และลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปีที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุมาจากราคา น้ำมันที่เพิ่มขึ้นและทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำมันลดลง และเปลี่ยนมาใช้พลังงาน ทดแทนอย่างก๊าซเอ็นจีวี และแอลพีจีเพิ่มขึ้น ส่วนการใช้ถ่าน หิน และลิกไนต์ คาดว่าจะมีการใช้เพิ่มขึ้น 11.2% ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ และการนำเข้าไฟฟ้าคาดว่า จะใช้ลดลง 15.2% สำหรับการผลิตไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2551 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียว กันในปี 2550 และทั้งปี 2551 จะเพิ่มขึ้นเพียง 2.16% อยู่ที่ระดับ 150,201 ล้านหน่วย อย่างไรก็ตาม การที่พฤติกรรมการใช้พลังงานของประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ การใช้น้ำมันสำเร็จรูปในปี 2551 คาดว่าจะมีการใช้ลดลง 4.5% โดยเฉพาะการใช้น้ำมันเบนซิน 95 มีการใช้ลดลง มาก และเชื่อว่ากำลังจะหมดไปจากประเทศไทยในเร็วๆ นี้ ซึ่งในช่วงต้นปียอดการใช้เบนซิน 95 อยู่ที่ 1.2 ล้านลิตร ต่อวันและล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ลดเหลือเพียง 0.5 ล้านลิตรต่อวัน โดยในปัจจุบันมีบริษัทน้ำมันที่ประกาศ ยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 แล้ว 5 ราย ได้แก่ ปตท. บางจาก ไออาร์พีซี อาร์พีซี และภาคใต้เชื้อเพลิง นอกจากนี้ การใช้น้ำมันเบนซิน 91 ก็ลดลงเช่นกัน โดย 7 เดือนแรกมี ยอดขายอยู่ระดับ 9.9 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจาก ปีก่อน 21.6% ด้านการใช้น้ำมันดีเซลก็ลดลงอย่างชัดเจน จากเดิมต้นปีที่มีการใช้ 52.5 ล้านลิตร ต่อวัน ในขณะที่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเหลือเพียง 40.6 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 4.2% ทั้งนี้ ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลลดลงอย่างมาก ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2551 เนื่องจากราคา ดีเซลสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และประเทศจีน มีความต้องการดีเซล เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากใกล้ช่วงฤดูการแข่งขันโอลิมปิก นอกจากนี้ปริมาณการใช้ดีเซลที่ลดลงมา จากการที่รถโดยสาร และรถบรรทุกได้เปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้เอ็นจีวีมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้ใช้ รถปิกอัพที่เปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้เบนซินเพื่อ ให้สามารถติดเอ็นจีวีได้ ส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถ ปิกอัพที่ใช้น้ำมันดีเซลปรับตัวลดลงมาก สำหรับการใช้แอลพีจีในปี 2551 คาดว่า จะเพิ่มขึ้น 17.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยการใช้เพิ่มขึ้นทั้งในภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งใน ภาคการใช้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากรัฐบาลประกาศตรึงราคาแอลพีจีไว้ที่ 18.13 บาทต่อ กิโลกรัม ไปจนถึงสิ้นปี และการใช้แอลพีจีภาค รถยนต์จะยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคา แอลพีจี จะปรับขึ้นก็ตาม เพราะว่าราคายังคง ถูกกว่าเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันเบนซิน โดยประมาณการว่ามีรถยนต์ติดตั้งระบบ แอลพีจี เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 คันต่อเดือน ซึ่ง จะทำให้รถบ้านที่ใช้แอลพีจีสะสมถึงสิ้นปีประมาณ 600,000 คัน เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรม การที่ราคาแอลพีจีถูกกว่าราคา น้ำมันเตาที่อยู่ในระดับ 27 บาทต่อลิตร ทำให้การใช้ แอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมยังคงเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการใช้พลังงานทดแทน 7 เดือนแรกของปีนี้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์มียอดการ ใช้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีจากวันละ 7.1 ล้านลิตร ขยายตัวขึ้นไปสู่ระดับวันละ 8.5 ล้านลิตร ในเดือนมิถุนายน และลดลงในเดือนกรกฎาคม เหลือวันละ 8 ล้านลิตร เนื่องจากการใช้น้ำมัน เบนซินในภาพรวมลดลง ส่วนการใช้น้ำมันแก๊ส โซฮอล์ E20 มีการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มียอดใช้ในระดับ 90,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่มีการใช้เพียง 40,000 ลิตรต่อวัน และจำนวนสถานีบริการก็มากขึ้น รวมแล้วมี ทั้งสิ้น 90 แห่ง แบ่งเป็นของ ปตท. 66 แห่ง และบางจาก 24 แห่ง ด้านการใช้ไบโอดีเซล B5 ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากต้นปีที่มีการใช้เพียง 4.9 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 9.8 ล้านลิตรต่อวัน ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สูงขึ้นถึง 643.9% โดยในเดือนมิถุนายน 2551 เป็นเดือนที่มียอดการใช้ สูงสุดถึง 10.65 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีสถานีบริการ ไบโอดีเซล B5 แล้วทั้งสิ้น 1,943 แห่ง สำหรับการใช้เอ็นจีวี ถือได้ว่าทะลุเป้าเป็น อย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมามียอด การใช้เฉลี่ยเพียง 18.1 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามียอดการใช้สูงถึง 82 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 217.3% และในขณะนี้มียอดรถยนต์ที่ติดตั้งเอ็นจีวีแล้วทั้งสิ้น 94,332 คัน เป็นรถเบนซิน 74,849 คัน รถดีเซล 16,233 คัน และรถเอ็นจีวีที่ผลิตจาก โรงงาน 3,250 คัน ขณะที่กำลังผลิตก๊าซเอ็นจีวีที่พร้อมจ่ายเข้า ระบบในวันนี้มีถึง 2,490 ตันต่อวัน และสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 5,465 ตันต่อวัน มีสถานีให้บริการแล้วทั้งสิ้น 225 แห่ง เป็นสถานีแม่ 14 แห่ง และสถานีลูก 211 แห่ง ซึ่งในปลายปีนี้จะเพิ่มเป็น 355 แห่ง ทั้งนี้ การใช้พลังงานในภาค ขนส่งเบนซิน และดีเซลได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และมีการใช้เอ็นจีวี และแอลพีจี เข้ามาแทนที่ ทำให้ภาพ รวมในภาค ขนส่ง 6 เดือนแรกมีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมัน ดีเซลยังมีสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็น 65% แต่มีการใช้ลดลง 2.2% ส่วนการใช้น้ำมันเบนซิน มีสัดส่วนรองลงมาคิดเป็น 28% แต่มีการใช้ลดลง 3.6% ในขณะที่การใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้น 207.6% และการใช้แอลพีจีเพิ่มขึ้น 23.6% ส่วนการนำเข้าพลังงานใน 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 4.8%อยู่ที่ระดับ 1,040,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 63%ของความต้องการใช้พลังงานทั้งหมด โดยมีมูลค่า การนำเข้าพลังงาน ทั้งสิ้น 613,116 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการนำ เข้าน้ำมันดิบ 535,342 ล้านบาท มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 66.5% ส่วนการส่งออกพลังงาน 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 79.8% มีมูลค่า 162,791 ล้านบาท เป็นการส่งออกน้ำมัน สำเร็จรูปมากที่สุด 129,035 ล้านบาท รองลงมาเป็นการส่งออกน้ำมันดิบ 32,542 ล้านบาท และที่เหลือเป็น การ ส่งออกไฟฟ้า 1,214 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบตลอดทั้งปีนี้ จะมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท หรือประมาณเกือบ 20% ของจีดีพี สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่า 879,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น เกือบ 15% โดยราคาใน ช่วงนี้แม้จะอยู่ในขาลง แต่ก็คาดว่าจะไม่ลดลง ต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และใน ช่วงปลายปีคาดว่าจะปรับสูงขึ้นอีกครั้ง เพราะเข้าสู่ฤดูหนาวที่จะมีปริมาณการใช้ดีเซลเพิ่มสูงขึ้น
